การเลือกวัสดุและการออกแบบโครงสร้างยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความแข็งแรง ความทนทาน และความปลอดภัยของคลังสินค้า Racking สมัยใหม่ส่วนใหญ่ผลิตจากเหล็กคุณภาพสูง ผ่านการอบและพ่นสีป้องกันสนิม ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักได้มากและใช้งานได้ยาวนานหลายปี โดยไม่เกิดความเสียหายจากการใช้งานหนักหรือสภาพแวดล้อมที่ชื้น อีกทั้งการออกแบบโครงสร้างของ Racking ยังคำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัย เช่น การเสริมคานและคอลัมน์ให้สามารถรองรับแรงดันแนวนอนและแนวตั้ง ลดการโยกหรือเอียงของชั้นสินค้า
การติดตั้ง Racking ที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลยังเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะการยึดสลักและการปรับระดับแต่ละชั้นให้ถูกต้องจะช่วยให้โครงสร้างสามารถรองรับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบไว้ และทำให้การทำงานของพนักงานและรถโฟล์คลิฟต์ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น การบำรุงรักษา Racking ก็ง่ายและไม่ซับซ้อน เพียงตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้าง ความสมดุลของชั้น และสลักยึดต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถป้องกันปัญหาอุบัติเหตุหรือความเสียหายของสินค้าได้ การเลือก Racking ที่เหมาะสมยังช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงระบบการจัดเก็บสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การจัดเรียงสินค้าแบบ FIFO หรือ LIFO ตามประเภทสินค้า
การใช้ชั้นปรับระดับเพื่อให้เข้ากับสินค้าที่มีขนาดต่างกัน การวางรางสำหรับระบบอัตโนมัติ Automated Storage and Retrieval System หรือการใช้ Racking แบบเคลื่อนที่ Mobile Racking เพื่อเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บสินค้า ซึ่งทุกองค์ประกอบนี้ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการหยิบและจัดเก็บสินค้า ลดความสูญเสีย ลดเวลาการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้าโดยรวม
อีกทั้ง Racking ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการขยายคลังสินค้า
เนื่องจากสามารถเพิ่มชั้นหรือขยายความลึกและความสูงของระบบได้ตามความต้องการ โดยไม่กระทบโครงสร้างเดิม ทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมรองรับการเติบโตของสินค้าและตลาด การใช้ Racking อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพจึงไม่เพียงแต่ช่วยให้คลังสินค้ามีความเป็นระเบียบ แต่ยังเพิ่มความปลอดภัย ประหยัดพื้นที่และค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความเสี่ยงจากการเสียหายของสินค้า และยกระดับมาตรฐานการบริหารคลังสินค้าให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
การจัดการ Racking ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ได้จำกัดเพียงการเลือกประเภทและวัสดุเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการวางแผนการใช้พื้นที่และการจัดเรียงสินค้าอย่างชาญฉลาด การวางผังคลังสินค้าต้องพิจารณาทั้งความหนาแน่นของการจัดเก็บและความสะดวกในการเข้าถึงสินค้า การเลือกใช้ Racking แบบต่าง ๆ ควรพิจารณาลักษณะสินค้าที่จัดเก็บ เช่น สินค้าที่มีน้ำหนักมากควรใช้ Racking แบบพาเลทหรือ Double-Deep เพื่อรองรับน้ำหนักสูงและใช้พื้นที่แนวตั้งได้เต็มที่ สินค้าที่มีขนาดยาวหรือรูปทรงไม่สม่ำเสมอ เช่น ท่อ ไม้ หรือเหล็กเส้น ควรใช้ Racking แบบ Cantilever เพื่อให้เข้าถึงง่ายและวางสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบ ส่วนสินค้าที่หมุนเวียนเร็วและต้องเข้าถึงบ่อย
